มัตสึชิมะ เมืองแห่งวัฒนธรรม ศิลปะ และอ่าวที่สวยติดอันดับโลก

ความโรแมนติก ความขลัง และความสวยงาม คือคำนิยามของ “มัตสึชิมะ (松島)” เมืองในจังหวัดมิยางิที่ติดอันดับสามวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น และยังเป็นเมืองที่มีอ่าวที่สวยติดอันดับโลกอีกด้วย แต่ความน่าเที่ยวของมัตสึชิมะไม่ได้อยู่แค่วิวทะเลสวยเท่านั้น เพราะที่นี่ยังเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและศิลปะที่รวมกันจนเป็นเสน่ห์ที่ดึงให้นักท่องเที่ยวกลับมาได้อย่างไม่มีเบื่อ

พูดถึงเมืองที่มีทะเลสวยก็ต้องซีฟู้ด!

อย่างแรกที่ดึงให้นักท่องเที่ยวต้องกลับมาเยือนมัตสึชิมะอยู่เรื่อยๆ คือบรรดาอาหารทะเลอร่อยๆ ที่จับคู่กับวิวทะเลสวยๆ ได้อย่างไม่มีที่ติ โดยเมนูขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของที่นี่คือหอยนางรมที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยสูสีกับหอยนางรมของดีฮิโรชิมะทีเดียว ชอบเมนูหอยนางรมไหน มัตสึชิมะก็มีให้หมด แต่ที่ห้ามพลาดคือข้าวหน้าหอยนางรมที่จะมีในช่วงตุลาคม-มีนาคมของทุกปี

 

นอกจากหอยนางรมแล้ว มัตสึชิมะยังมีเมนูซีฟู้ดขึ้นชื่ออีกสองอย่าง นั่นคือหอยกาบและปลาไหลทะเลย่าง แต่ถ้าสายขนมหวานก็ต้องทาร์ตฟักทองที่มีไส้ฟักทองเนื้อแน่น แป้งทาร์ตกรุบกรอบ และท้อปปิ้งคาราเมลหอมมัน

สัมผัสทุกเสน่ห์ของมัตสึชิมะกับ 7 จุดท่องเที่ยวที่ห้ามพลาด

ถึงจะเป็นเพียงบริเวณเล็กๆ ริมอ่าว แต่มัตสึชิมะมีจุดท่องเที่ยวน่าแวะหลายแห่งที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมและสายชมวิวถ่ายรูป และนี่คือลิสต์ 7 จุดท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดของมัตสึชิมะ

1. Saigyo Modoshi no Matsu Park (西行戻しの松公園)

saigyo modoshi no matsu park
บรรยากาศที่ Saigyo Modoshi no Matsu Park เมื่อซากุระบานเต็มที่

ถ้าอยากเห็นวิวอ่าวมัตสึชิมะแบบพาโนรามา ก็ต้องสวน Saigyo Modoshi no Matsu Park ที่เป็นจุดชมวิวขึ้นชื่อ และยังเป็นสวนที่มีซากุระกว่า 200 ต้นอยู่ด้วย ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมซากุระชื่อดังที่มีอ่าวมัตสึชิมะทั้งอ่าวเป็นฉากหลัง

ชื่อ Saigyo Modoshi no Matsu Park มีที่มาจากเรื่องเล่าว่า “ไซเกียว” กวีชื่อดังของญี่ปุ่นได้แวะมาที่นี่ระหว่างเดินทางแสวงบุญและพบกับเด็กชายคนหนึ่ง ทั้งคู่ได้ประลองปัญญาด้วยปริศนาเซนแต่ไซเกียวกลับแพ้ และล้มเลิกที่จะเดินทางต่อไปยังมัตสึชิมะแล้วเดินทางต่อไปยังที่อื่นแทน แต่ถึงไซเกียวจะไปไม่ถึงมัตสึชิมะ แต่เชื่อว่าอย่างน้อยไซเกียวก็คงได้เห็นวิวสวยงามของมัตสึชิมะอย่างที่พวกเราเห็นอยู่ทุกวันนี้แน่นอน

2. เกาะโอชิมะ (雄島)

oshima matsushima
บนเกาะโอชิมะจะมีต้นสนขึ้นอยู่เต็มเกาะ และมีเรือนไม้ที่เชื่อว่าเป็นที่ที่พระสงฆ์รูปนั้นใช้นั่งสมาธิอีกด้วย

เกาะโอชิมะเป็นเกาะที่สามารถเดินข้ามสะพานไปได้ และเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของมัตสึชิมะ โอชิมะมีถ้ำเล็กใหญ่มากถึง 50 แห่ง พร้อมอนุสรณ์ทางศาสนาพุทธแด่ผู้ที่ล่วงลับและชื่อพระสงฆ์องค์สำคัญอยู่ เกาะโอชิมะมีเรื่องเล่าว่าในอดีตมีพระภิกษุรูปหนึ่งมาปฏิบัติธรรมที่นี่เป็นเวลา 12 ปี ซึ่งจักรพรรดิญี่ปุ่นทรงเลื่อมใสและส่งต้นสน 1,000 มาถวาย จนเป็นที่มาของชื่อมัตสึชิมะของพื้นที่บริเวณนี้ (ต้นสน: มัตสึ 松)

3. เรือนน้ำชา Kanrantei (観瀾亭)

winter kanrantei
บรรยากาศเรือนน้ำชา Kanrantei ในฤดูหนาวที่สวยแปลกตาจากฤดูอื่น

เรือนน้ำชา Kanrantei เป็นเรือนน้ำชาที่ตั้งอยู่ริมทะเล และเป็นเรือนน้ำชาที่ตกทอดมาในบรรดาบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะดาเตะ มาซามุเนะ เจ้าครองแคว้นคนสำคัญของบริเวณจังหวัดมิยางิในยุคสงครามของญี่ปุ่น ชื่อ Kanrantei ที่ดาเตะ มาซามุเนะตั้งขึ้น แปลได้ว่า “มองคลื่นทะเล” ซึ่งตรงตามวิวที่เราจะได้เห็นเมื่อมานั่งในเรือนน้ำชาพร้อมชาหอมๆ และขนมอร่อยๆ

นอกจากนี้ Kanrantei ยังเคยเป็นเรือนที่ไว้รับรองบุคคลสำคัญ และยังมีอีกชื่อว่า “ปราสาทชมจันทร์” เพราะเป็นที่สำหรับให้เจ้าครองแคว้นได้มานั่งชมจันทร์กันนั่นเอง

 

Kanrantei Tea House

เวลาทำการ: (เมษายน-ตุลาคม) 8.30 – 17.00 น.

(พฤศจิกายน-มีนาคม) 8.30 – 16.30 น.

วันหยุด: ไม่มี

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 200 เยน

นักศึกษาและนักเรียนมัธยมปลาย 150 เยน

นักเรียนมัธยมต้นและประถม 100 เยน

*ชุดชาและขนมมีราคาตั้งแต่ 300 -700 เยน

4. เกาะฟุคุอุระ (福浦島)

เกาะฟุคุอุระเป็นสวนสาธารณะของจังหวัดที่มีดอกไม้และต้นไม้กว่า 300 ชนิดให้เดินชมถ่ายรูปได้ เราสามารถเดินสะพานข้ามทะเลไปยังเกาะฟุคุอุระได้ โดยเข้าไปในคาเฟ่ Bayland เพื่อซื้อตั๋วเข้าแล้วทะลุหลังร้านเพื่อข้ามสะพานได้เลย พอเดินชมสวนกลับมาเหนื่อยๆ ก็สามารถมานั่งพักที่คาเฟ่เพื่อเติมแรงแล้วไปต่อได้อีกเหมือนกัน

5. วัดโกะไดโด (五大堂)

วัดโกะไดโด เป็นวัดที่ประดิษฐานรูปปั้นวิทยาราชทั้งห้าตามความเชื่อของพุทธนิกายชินงนในญี่ปุ่น ได้แก่อจละ ไตรโลกยวิชยะ กุณฑลิ ยมานตกะ และวัชรยักษะ โดยเชื่อว่าวิทยาราชทั้งห้านี้ต่างเป็นผู้ปกป้องศาสนาพุทธ

 

วัดโกะไดโดถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 807 และบูรณะขึ้นใหม่โดยดาเตะ มาซามุเนะเมื่อปีค.ศ. 1604 ปัจจุบันนับเป็นแลนด์มาร์กแห่งสำคัญของมัตสึชิมะ เราสามารถเดินบนสะพานข้ามทะเลไปยังเกาะที่ตั้งของวัดได้ แต่สะพานที่นี่ถูกสร้างโดยจงใจให้มีช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ที่ปูพื้นของสะพาน ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าเผลอสะดุดเข้าระหว่างเดินข้าม นั่นหมายความว่าเรายังไม่พร้อมจะไปเยี่ยมวัดได้ เรียกว่าเป็นวัดที่ฝึกสติตั้งแต่ยังไม่เข้าไปถึงตัววัดทีเดียว

6. The Museum Matsushima (ザ・ミュージアム MATSUSHIMA)

The Museum Matsushima เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมงานจัดแสดง 3 คอลเลคชั่นไว้ในที่เดียว ได้แก่ Orgel Collection, Kitahara Toy Collection และ Segawa Mode Collection

 

Orgel Collection เป็นคอลเลคชั่นที่มีกล่องดนตรีล้ำค่าจาก Royal Museums of Fine Arts of Belgium พร้อมการแสดงออร์แกนขนาดยักษ์ให้ชมกันได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นออร์แกนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรเลงให้กับราชวงศ์โดยเฉพาะ

Kitahara Toy Collection เป็นคอลเลคชั่นของเล่นโดยคิตาฮาระ เทรุฮิสะ (北原照久) นักสะสมของเล่นชื่อดังระดับโลกผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director ของ Toy Co. และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ของเล่น 7 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ในคอลเลคชั่นนี้เราจะได้ชมของเล่นชนิดต่างๆ ที่จะมาย้อนเวลาให้เราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง พร้อมกับชื่นชมความประณีตในงานฝีมือผู้ทำของเล่นได้อีกด้วย

Segawa Mode Collection เป็นคอลเลคชั่นชุดเดรสตัดเย็บด้วยมือในสไตล์ที่พบได้ในปารีสช่วงค.ศ. 1870 -1960 ที่นับเป็นยุคทองของโอตกูตูร์ในปารีส

เพื่อนๆ ที่ชอบงานศิลปะและอยากชมงานหลายๆ แบบได้ในที่เดียวไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

The Museum Matsushima

 

เวลาทำการ: 9.00 – 17.00 น.

วันหยุด: ไม่มี

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,500 เยน

นักเรียนมัธยมปลาย 1,000 เยน

นักเรียนมัธยมต้นและประถม 800 เยน

เด็กเล็กเข้าฟรี

ผู้สูงอายุ 1,200 เยน

Website: www.t-museum.jp

7. Kyohei Fujita Museum of Glass (藤田喬平ガラス美術館)

Kyohei Fujita Museum of Glass เป็นอีกพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะจัดแสดงงานศิลปะจากแก้วของฟุจิตะ เคียวเฮ ศิลปินชื่อดังของญี่ปุ่นแล้ว ที่นี่ยังมี The Water Garden สวนลอยน้ำที่เมื่อมองโดยมีฉากหลังเป็นอ่าวมัตสึชิมะจะให้ความรู้สึกเหมือนสวนนี้เชื่อมไปยังทะเลกว้าง นอกจากนี้ ที่พิพิธภัณฑ์ยังมีคาเฟ่และห้องน้ำชาให้เข้าไปพักผ่อนได้ด้วย

 

Kyohei Fujita Museum of Glass
เวลาทำการ: 9.30 – 13.30 น.
วันหยุด: ตามประกาศในเว็บ
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่และนักศึกษา 1,200 เยน / นักเรียนประถม-มัธยมปลาย 700 เยน
Website: www.ichinobo.com

ดื่มด่ำกับความสวยของมัตสึชิมะแบบสุดๆ ด้วยการนั่งเรือชมอ่าว!

มาถึงเมืองที่มีอ่าวสวยติดอันดับโลกก็ต้องเข้าไปชมความงามของอ่าวมัตสึชิมะกันอย่างใกล้ชิดด้วยการนั่งเรือชมอ่าว ซึ่งมีหลายเส้นทางหลายคอร์สให้เลือก โดยเราสามารถนั่งเรือข้ามฟากไปอร่อยกับอาหารที่ท่าเรือชิโองามะ (Shiogama Port) หรือจะนั่งเรือวนรอบอ่าวก็ได้ บนเรือมีกิจกรรมให้อาหารนกนางนวลที่เราสามารถชมนกนางนวลได้อย่างใกล้ชิด และเป็นกิจกรรมยอดฮิตของการนั่งเรือชมอ่าวมัตสึชิมะ

ระยะเวลาที่ใช้สำหรับกิจกรรมนั่งเรือ: 50 นาที (ทุกคอร์ส)
ค่าโดยสาร: 1,500 เยน
Website: www.matsushima.or.jp

มาถึงตรงนี้แล้วมีใครอยากไปเยือนเมืองติดทะเลที่เต็มไปด้วยสีสันนี้แล้วบ้างเอ่ย? ทริปญี่ปุ่นครั้งหน้า มาสัมผัสความสนุกและความสวยงามระดับโลกในญี่ปุ่นกันได้ที่เมืองมัตสึชิมะนะคะ  สล็อตเว็บตรง

matsushima model course banner

สัมผัสร่องรอยทางประวัติศาสตร์จากปราสาทญี่ปุ่น 5 แห่งพร้อมชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีไปด้วยกัน

คราวก่อนเราได้แนะนำปราสาทญี่ปุ่นอันงดงาม 5 แห่งในบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วงกันไปแล้วนะคะ วันนี้เราก็ยังจะพาทุกคนไปพบกับสถานที่ที่มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอันน่าค้นหา กับความโรแมนติกของใบไม้เปลี่ยนสีที่มาเจอกันผ่านปราสาทและร่องรอยปราสาทที่เคยรุ่งเรืองในอดีตค่ะ

1. ปราสาทคานายามะ (จ.กุนมะ)

ปราสาทที่ป้อมปราการล้มได้ยากแม้จะถูกอุเอสึงิ เคนชินเข้าโจมตีถึงห้าครั้ง

ปราสาทคานายามะ ในอดีตเคยเป็นปราสาทบนเขาในยุคกลางที่ใช้กำแพงหินหายากจากภูมิภาคคันโต เมื่อถึงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นเซลโคว่าหรือต้นเคยากิผลัดใบก็ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบด้านดูแปลกไปกว่าเดิม ทิวทัศน์ของใบไม้เปลี่ยนสีกับกำแพงหินที่เจิดจ้าจากแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องมาจากทิศตะวันตกก็น่าประทับใจเช่นกัน ปราสาทบนเขาที่สร้างขึ้นโดยใช้ทำเลที่ตั้งเป็นธรรมชาติยังคงมีกำแพงหินหลงเหลือให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม
รายละเอียดเพิ่มเติม

2. คฤหาสน์อาชิคากะ – วัดบันนาจิ (จ.โทจิงิ)

 

หนึ่งใน “100 ปราสาทยอดนิยมของญี่ปุ่น” คฤหาสน์ของอาชิคากะ โยชิคาเนะ ผู้เป็นอาชิคากะรุ่นสอง

วัดบันนาจิ (Bunnaji Temple) แห่งนี้ หรือ คฤหาสน์อาชิคากะในอดีตมีชื่อเสียงเนื่องจากได้รับการประกาศให้เป็นสมบัติของชาติ ด้านข้างล้อมรอบไปด้วยคูน้ำและกำแพงดิน จึงทำให้มีลักษณะคล้ายคฤหาสน์ซามูไรในสมัยคามาคุระ ความแตกต่างระหว่างสีเหลืองสดใสของต้นแปะก๊วยที่โดดเด่นสะดุดตากับอุโบสถที่ให้ความรู้สึกเงียบสงบช่างงดงามจริง ๆ ใบไม้เปลี่ยนสีช่วยเพิ่มสีสันให้หอระฆัง อุโบสถ รวมไปถึงเจดีย์ในวัดดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับคนที่หลงใหลและชื่นชอบญี่ปุ่นในสมัยคามาคุระกับสมัยมุโรมาจิเป็นอย่างมาก

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม

3. ปราสาทโคมิเนะ (จ.ฟุคุชิมะ)

 

สัญลักษณ์ของเมืองที่แสดงให้เห็นถึงทิวทัศน์ที่ว่า “นี่ล่ะคือปราสาทญี่ปุ่น”

ปราสาทโคมิเนะ ตั้งอยู่บนยอดเนินเล็ก ๆ ประตูด้านหน้าที่ทำมาจากไม้เมื่อผสมผสานไปกับใบไม้เปลี่ยนสี ยิ่งแสดงให้เห็นถึงปราสาทญี่ปุ่นในบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2019 งานบูรณะกำแพงหินที่ถล่มเนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นเสร็จสิ้นลงเรียบร้อย กำแพงหินที่สวยงามจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ใบไม้เปลี่ยนสีสีแดงเข้มที่ผสานไปกับป้อมปราการปราสาทช่างสวยงามเหลือเกิน

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม

4. ปราสาทนากามูระ – สวนบาโย (จ.ฟุคุชิมะ)

 

 

กำแพงหินและประตูใหญ่ซึ่งได้รับการบูรณะครั้งใหม่ รวมไปถึงคูน้ำและเนินดินชวนให้นึกถึงที่แห่งนี้เมื่อสมัยกาลก่อน

สวนบาโย (Baryo Park) เป็นที่รู้จักเพราะเทศกาลโซมะโนะมาโออิ (Soma Nomaoi) เทศกาลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งพันปี พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงโดยคนและม้าต่าง ๆ มากมาย สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของปราสาทนากามูระในอดีต สำหรับใครที่ชื่นชอบปราสาทญี่ปุ่นแล้วลองเพิ่มความสนใจในทำเลภูมิศาสตร์เข้าไปอีกล่ะก็ จะมีสิ่งให้เพลิดเพลินใจมากยิ่งขึ้นไปอีก สะพานที่มุ่งหน้าสู่ด้านในปราสาทกับใบไม้สีสันสดใสควบคู่ไปด้วยกันช่างเป็นบรรยากาศที่ดีจริง ๆ ด้านในปราสาทมีศาลเจ้าตั้งอยู่ ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะนมัสการในยามเช้าพร้อมทั้งชื่นชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสี กำแพงหินลักษณะพิเศษที่ล้อมรอบตัวปราสาทจะได้รับการเติมสีสันด้วยใบไม้หลากสีในฤดูใบไม้ร่วง

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ปลายเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม

5. ปราสาททากะ (จ.มิยางิ)

 

เยี่ยมชมซากปราสาทอันยิ่งใหญ่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคโทโฮคุ

ภายในปราสาทอันแสนกว้างใหญ่กว่า 900 ตารางเมตรแห่งนี้ ปราสาททากะเคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานทางการเมือง การทหารและวัฒนธรรมที่สำคัญของโทโฮคุเมื่อครั้งอดีตในสมัยนารา-เฮอัน และยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 3 ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นคู่กับพระราชวังเฮโจ จ.นารา และดาไซฟุ จ.ฟุกุโอกะ บริเวณใกล้ประตูทางทิศใต้มีแผ่นหินโบราณในสมัยนาราตั้งอยู่ เมื่อถูกรายล้อมไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีก็ดูน่าสนใจไม่น้อยเลย          สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสถานที่ที่ได้เราแนะนำไป ถึงแม้ว่าบางแห่งจะเหลือเพียงแค่ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังคงมีมนต์ขลังและเสน่ห์หลงเหลืออยู่ไม่น้อยเลย ใครที่อยากลองไปสัมผัสกับบรรยากาศใบไม้ร่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีสบาย ๆ พร้อมทั้งได้ชื่นชมกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันน่าค้นหาผ่านซากปราสาทญี่ปุ่นที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตแล้วละก็ ต้องไปเยือนกันให้ได้นะคะ สำหรับคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ปราสาทญี่ปุ่น ชื่นชอบโบราณสถานต่าง ๆ หรือใครที่อยากเพลิดเพลินกับทัศนียภาพที่สวยงามเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่น ห้ามพลาดเชียวล่ะค่ะ

วันว่างๆ ไปไหนดี? ตามมาเดี๋ยวจะพาไปเที่ยวฮาโกเน่ 2 วัน 1 คืนเอง!

วันว่างๆ ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนคราวนี้ เราจะพาไปเที่ยวเมืองที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโตเกียวกันบ้างดีกว่า อิอิ ซึ่งเมืองนั้นก็เป็นเมืองยอดฮิตของนักท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นเอง หรือแม้แต่ในหมู่ชาวต่างชาติอย่าง ไทย และประเทศอื่นๆ นั่งก็คือ เมืองฮาโกเน่

ฮาโกเน่เป็นที่แบบไหน?

ฮาโกเน่ (箱根, Hakone) เป็นเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาว่า โดยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu National Park ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวไม่เกิน 100 กิโลเมตร ถือว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่เหมาะกับการเลือกไปเที่ยวแบบเป็นทริปสั้นๆ จากโตเกียว ฮาโกเน่เป็นเมืองที่ดังเรื่องออนเซ็น มีแหล่งออนเซ็นมากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาแช่น้ำพักผ่อนร่างกาย นอกจากนั้นยังมีวิวจากทะเลสาบอาชิ ซึ่งในวันที่อากาศดีๆ เราจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จากทะเลสาบนี้

วันที่ 1

การเดินทางของเราครั้งนี้ เราจะเดินทางกันง่ายๆ โดยซื้อ Hakone Two day Pass ของทางรถไฟสาย Odakyu ซึ่งสามารถเลือกได้ว่า จะซื้อแบบ 2 วัน ราคา 5,700 เยน หรือแบบ 3 วัน ราคา 6,100 เยน

(รูปจากเว็บ odakyu.jp สามารถเข้าไปดูลายละเอียดเพิ่มเติมได้จ้า)


การเดินทางของเรานั้นจะเริ่มต้นจาก สถานีรถไฟชินจูกุ โดยพาสที่เราซื้อมา สามารถขึ้นรถไฟได้เลยจ้า แต่!! ได้แค่รถไฟทั่วไปเท่านั้นนะ ถ้าใครที่อยากจะนั่งแบบสบายๆ หน่อยละก็ สามารถเพิ่มเงินขาละ 1,100 เยน เพื่ออัปเกรดไปนั่ง Romance Car ได้

จากสถานีรถไฟชินจูกุ ก็นั่งรถไฟยาวๆ ไปจนถึงสถานี Hakone-Yumoto จากนั้นก็เลือกนั่งได้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นบัส หรือรถราง โดยจุดมุ่งหมายแรกที่เราจะไปนั้นก็คือ ศาลเจ้า Hakone นั่นเอง

ศาลเจ้าฮาโกเน่ หรือ Hakone Shrine (箱根神社)

การเดินทางที่ง่ายที่สุดคือนั่งบัสมาเลยจ้า ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ทะเลสาบอาชิ โดยตัวศาลเจ้าจะตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา และจุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวกันก็คือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งยื่นลงไปในทะเลสาบ โดยในช่วงที่น้ำลงเราสามารถถ่ายรูปสวยๆ ได้

ทางเดินไปยังศาลเจ้าฮาโกเน่
จุดถ่ายรูปที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาถ่าย โทริอิสีแดงยื่นไปในทะเลสาบอาชิของศาลเจ้าฮาโกเน่

หลังจากถ่ายรูปจนพอใจแล้ว เราก็ไปเดินเล่นต่อที่ข้างทะเลสาบๆ รอเวลานั่งเรือโจรสลัด Hakone Sightseeing Cruise เพื่อข้ามไปอีกฝั่งของทะเลสาบ ในระหว่างที่รอเวลา เราก็ไปเจอกับร้านขนมปัง Bakery&Table Hakone ก็เลยแวะกินขนมปังสักหน่อย โดยที่เราสามารถซื้อขนมปังแล้วนำขึ้นไปกินชั้นสองที่เป็นส่วนของคาเฟ่ได้ด้วยนะ (ต้องสั่งเครื่องดื่มหรืออาหารอื่นด้วย) ด้านหน้าร้านก็มีออนเซ็นเท้าเล็กๆให้เราพักคลายหนาวได้ด้วย

วิวชั้นสองจากร้านขนมปัง Bakery&Table Hakone

ก่อนจะไปขึ้นเรือก็แวะไปเดินถ่ายรูปกันหน่อย เสียดายที่อากาศไม่ค่อยจะเป็นใจให้คุณฟูจิเผยโฉม

ถ้าอากาศดี เราสามารถถ่ายรูปเรือโจรสลัด โทริอิสีแดง และภูเขาไปฟูจิ ในเฟรมเดียวกันได้เลย

หลังจากได้เวลาเรือจะมา เราก็ไปเตรียมตัวขึ้นเรือเลยดีกว่า เรือโจรสลัด Hakone Sightseeing Cruise ของ Odakyu นั้นจะมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบเวลาของรอบเรือต่างๆ ได้จาก Pirate Ships โดยพวกเราที่มีพาสแล้วสามารถนั่งได้ฟรี กี่รอบก็ได้ตามใจเลยจ้า

ในครั้งนี้ พวกเรานั่งเรือจากป้าย Motohakone-ko เพื่อที่จะไปยัง Togendai-ko เราได้นั่ง Royal II วิวจากบนเรือนั้นก็ดีเลยละ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าอากาศดีละก็ ในระหว่างที่นั่งเรือเราจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิออกมาทักทายกันด้วย แต่…พวกเราที่โชคไม่ค่อยจะดีมาก ก็เลยได้เห็นแบบนิดๆ จริงๆ แต่คิดในแง่ดี อย่างน้อยก็อากาศดีน่า

เรือมาแล้วจ้าาา ไปขึ้นเรือกันดีกว่า
รอบนี้ได้นั้งเรือโจรสลัด Royal II ละ
วิวจากบนเรือ อากาศเหมือนจะดีขึ้นนิดหน่อยเลยได้เห็นฟูจิซังโผล่มานิดๆ

หลังจากที่ถึงอีกฝั่งแล้ว เราก็ไปนั่ง Cable Car และต่อรถบัสไปยัง Sengokuhara Susuki Grass Fields (仙石原すすき草原) โดยเราบังเอิญเจอสถานที่นี้ใน Instagram แบบบังเอิญ และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องไปดูและไปถ่ายรูปให้ได้

Sengokuhara Susuki Grass Fields (仙石原すすき草原)

ที่นี่เต็มไปด้วยต้นหญ้าที่สูง​ (สูงกว่าเราอีก) ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามฤดูต่างๆ โดยมีทางเดินกว้างๆ ให้เราเดินเข้าไปกลางทุ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ เบื้องหลังเป็นภูเขา โดยช่วงฤดูร้อนจะเป็นสีเขียวสดใส ส่วนในช่วงเดือนกันยายนนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวพร้อมทั้งสีเหลืองอ่อนๆ ส่วนพอเริ่มเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงเดือนพฤศจิกายนก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และพอเข้าช่วงฤดูหนาว ต้นหญ้าก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่และตายลง เราได้ลองหาข้อมูลดูแล้ว ถ้าอยากถ่ายรูปดอกหญ้งที่เป็นสีน้ำตาลเหลืองทองแบบนี้ ต้องมาช่วงฤดูใบไม้ร่วงช่วงประมานปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม

ทุ่งหญ้าสีเหลืองทองที่ทอดยาวออกไป
สีเหลืองทองอร่ามจริงๆ
ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตก แสงจากพระอาทิตย์ก็ทำให้ทุ่งหญ้าสวยมากกว่าเดิมอีก

สำหรับการเดินทางไป Sengokuhara Susuki Grass Fields แนะนำให้นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Sengoku Kogen (仙石高原) และเดินต่ออีกเพียง 5 นาทีเท่านั้น

หลังจากสนุกสนานไปกับการถ่ายรูปในวันนี้ก็ถึงเวลาพักผ่อน แหะๆ เพราะเรายังเหลือวันให้เที่ยวอีกหนึ่งวัน แถวฮาโกเน่นี้มีที่พักให้เลือกหลายแบบในหลายๆ โซนด้วยกัน อย่างเช่น โซน Hakone-yumoto, Gora, หรือจะเป็นโซนทะเลสาบอาชิที่เราเลือกพักในครั้งนี้ ฮาโกเน่นั้นขึ้นชื่อเรื่องออนเซ็น จึงมีออนเซ็นดังๆ มากมาย และแน่นอนว่ามีที่พักแนวเรียวคังดีๆ ให้เลือกอีกด้วย

วันที่ 2

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราก็แวะไปร้านๆ หนึ่งที่ถือเป็นร้านโบราณที่เปิดมานาน นั่นก็คือ ร้าน Amazake-chaya Tea House (甘酒茶屋)

ร้านนี้เป็นร้านชาเก่าแก่ที่มีมานานกว่า 400 ปีแล้ว โดยเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมาแวะมาพักผ่อนกัน โดยมีของขึ้นชื่ออย่าง อามาซาเกะ (甘酒, Amazake) หรือเหล้าหวาน ถึงชื่อจะบอกว่าเป็นเหล้า แต่จริงๆ แล้วไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เลย เพราะฉะนั้นเด็กๆ ก็ดื่มได้ โดยอามะซาเกะนั้นทำมาจากการเอาข้าวไปหมักโดยที่ไม่ได้ใส่น้ำตาล ความหวานของอามะซาเกะนั้นจะมาจากข้าวล้วนๆ เลย นอกจากอามะซาเกะแล้วก็ยังมีโมจิที่จะทำสดวันต่อวันทุกๆ เช้าให้เลือกทานกันด้วย

ด้านหน้าร้าน Amazake Chaya เป็นบ้านไม้เก่าแก่กว่า 400 ปี
ของขึ้นชื่อ ‘Amazake หรือ เหล้าหวาน’ และ ‘โมจิหน้าต่างๆ’

ถ้าใครอยากมาก็นั่งรถบัสมาได้เลย โดยลงที่ป้ายชื่อเดียวกับชื่อร้าน ซึ่งป้ายบัสก็ตั้งอยู่ที่หน้าร้านเลยละ หาไม่ยาก

หลังจากนั้นเราก็มานั่งเรือโจรสลัดอีกรอบเพื่อที่จะวันนี้จะไปยังอีกจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฮาโกเน่คือ หุบเขาโอวะคุดานิ Owakudani (大涌谷)

หุบเขาโอวะคุดานิ Owakudani (大涌谷)

หุบเขาโอวะคุดานิ เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อประมาณ 3,000 ที่แล้ว โดยปัจจุบันก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ จึงทำให้มีบ่อน้ำร้อนและกำมะถันหลงเหลืออยู่ ซึ่งถ้าเกิดอากาศดีๆ ละก็ เราสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามจากที่นี่ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนมาก็ควรที่จะดูพยากรณ์อากาศดีๆ อย่าเหมือนเราที่วันที่ไปนั้นอากาศแย่มาก มากจนไม่เห็นวิวใดๆ เลย จึงขอเอารูปมาจาก Instagram ของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ มาแชร์แทน

 

หุบเขา โอวะคุนิ

 

ถ้าอากาศดีๆ ก็จะได้เห็นวิวฟูจิซังงามๆ แบบนี้

และนี้คือวิวที่เราได้ (อยากจะร้องไห้ดังๆ TT)

สำหรับหุบเขาโอวะคุดะนิ สามารถเดิน 5 นาที จากเคเบิลคาร์สถานี Owakudani (สถานี Owakudani เป็นสถานีของกระเช้าลอยฟ้าอยู่ระหว่างสถานี Sounzan และ Togendai)

 

หลังจากที่เฟลมากๆ จากโอวะคุดะนิ เราก็มาเปลี่ยนอารมณ์ไปเที่ยวที่ๆ จะไม่ต้องแคร์อากาศ และจากที่เสิร์ชดูก็ได้รู้ว่า ที่ฮาโกเน่นั้นมีพิพิธภัณท์อยู่เยอะมาก เราก็เลยลองไปที่พิพิธภัณท์ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM

THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM (箱根彫刻の森美術館)

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของญี่ปุ่น เปิดให้บริการตั้งแต่ปีค.ศ. 1969 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผสมผสานความสมดุลระหว่างธรรมชาติและศิลปะ โดยมีการจัดแสดงผลงานประติมากรรมต่างๆ บนพื้นที่ร่วมกับทิวทัศน์ของหุบเขาและภูเขาโดยรอบ โดยมีเทศกาลเด่นๆ อย่างเช่น นิทรรศการของ PICASSO

ที่จัดนิทรรศการของ PICASSO (ข้างในห้ามถ่ายรูป)
สัญลักษณ์ของพิพิธภัณท์แห่งนี้

และสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไปพิพิธภัณท์แห่งนี้ก็คือนี่เลย Symphonic Scrapture (ที่เราเห็นคนถ่ายรูปมาจาก IG) ซึ่งไม่ผิดหวังเลย มันอลังการมากจริงๆ

ทุกคนที่มาจะต้องมาถ่ายรูปสิ่งนี้

การเดินทางไปที่ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM นั้นไปได้ง่าย โดยนั่งรถรางมาลงที่สถานี Chokoku No Mori แล้วเดินต่ออีกเพียง 2 นาที พิพิธภัณท์มีค่าเข้าอยู่ที่ 1,600 เยน (แต่ถ้ามี Hakone Free Pass สามารถลดราคาลงได้เหลือ 1,400 เยนได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ hakone-oam

**สำหรับรีวิวละเอียดๆ ของพิพิธภัณท์ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM จะอยู่ในบทความต่อไปนะจ๊ะ**

หลังจากได้รูปจนพอใจแล้ว เราก็มานั่งคาเฟ่ชิวๆ ส่งท้ายก่อนจะจบทริป โดยเราก็ได้ไปเจอกับคาเฟ่น่ารักๆ ที่ชื่อว่า Naraya Cafe คาเฟ่นี้มีออนเซ็นเท้าให้นั่งชิวระหว่างกินขนมและเครื่องดื่มต่างๆ ด้วย เมนูที่เห็นคนสั่งเยอะๆ คือ Naraya Wafer Cake with Bean Jam เป็นเวเฟอร์รูปน้ำเต้า ซึ่งเราสามารถเลือกไส้ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วแดง ถั่วดำ หรืองาดำ เป็นต้น

Naraya Cafe ที่ภายในร้านมีออนเซ็นเท้าให้นั่งแช่เท้าเพลินๆ
เมนูดังที่คนส่วนใหญ่สั่ง Naraya Wafer Cake with Bean Jam น่าร้ากกก
วิธีกินก็แค่ป้ายแยมลงไปตรงกลางของเวเฟอร์นั่นละ

พอกินอิ่มนั่งพักจนหายเหนื่อย ก็ถึงเวลาบอกลาฮาโกเน่กันแล้ว หลังจากนั้นเราก็นั่งรถรางกลับไปที่สถานี Hakone-yumoto แล้วก็ขึ้นรถไฟกลับไปชินจูกุ

ทริปวันว่างๆ ที่ฮาโกเน่ในครั้งนี้ถือว่าสนุกมากๆ ถึงอากาศจะแอบไม่เป็นใจนิดหน่อย แต่ก็ได้รูปดีๆ กลับมาเยอะแยะ แถมได้ไปที่ใหม่ๆ อย่าง Sengokuhara Susuki Grass Fields และพิพิธภัณท์ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM ซึ่งเป็น 2 ที่ที่อยากแนะนำให้ทั้งคนที่ไม่เคยไปฮาโกเน่ หรือเคยไปแล้วแต่ยังไม่เคยไป 2 ที่นี้ให้ลองไปดู แล้วทุกคนจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน    สล็อตเว็บตรง

รวมจุดชมดอกซากุระที่มีภูเขาหิมะเป็นฉากหลังในภูมิภาคโทโฮคุ!

รวมจุดชมดอกซากุระที่มีภูเขาหิมะ

 

รวมจุดชมดอกซากุระที่มีภูเขาหิมะ
รวมจุดชมดอกซากุระที่มีภูเขาหิมะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น JR Times by JR East ก็เป็นเว็บหนึ่งที่เหมาะกับการทำการบ้านเพื่อเตรียมทริปลุยญี่ปุ่นค่ะ โดย JR Times by JR East เป็นเว็บไซต์ที่รวมทุกบทความเกี่ยวกับรถไฟที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ ซึ่งรวมถึงบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ห้ามพลาดที่สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ JR East อีกมากมาย!

ในบทความนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปชมวิวซากุระในฤดูใบไม้ผลิที่ภูมิภาคโทโฮคุผ่านบทความโดยคุณ Carissa Loh นักเขียนชาวสิงคโปร์ผู้หลงรักญี่ปุ่นและมีประสบการณ์ท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วทั่วประเทศ! ถ้าพร้อมแล้วก็หิ้วกระเป๋าแล้วตามมาเลย!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฤดูกาลจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากเดินทางไปญี่ปุ่นซ้ำๆ ในบทความนี้ ฉันจะมาแบ่งปันสถานที่พิเศษที่นักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์ที่ตัดกันอย่างสวยงามของสองฤดูกาลในเวลาเดียวกัน นั่นคือ “ซากุระ” ฤดูใบไม้ผลิ และ “ภูเขาหิมะ” ฤดูหนาว ซึ่งการชมดอกซากุระที่มีภูเขาเป็นฉากหลังคือทิวทัศน์ที่สวยงามซึ่งหาชมได้เฉพาะในสถานที่และเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

1. สวนสาธารณะฮิโรซากิ (弘前公園)

(เครดิตภาพ: JNTO)

จุดชมซากุระที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคโทโฮคุอยู่ที่สวนสาธารณะฮิโรซากิ ในเมืองฮิโรซากิ จังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทฮิโรซากิ นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างแห่แหนกันมาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิทุกปีเพื่อเข้าร่วมเทศกาลดอกซากุระฮิโรซากิประจําปี ที่กลีบดอกซากุระสีขาวอมชมพูจะปกคลุมไปทั่วทั้งสวน ในวันที่อากาศแจ่มใสจะสามารถมองเห็นภูเขาอิวากิที่อยู่ไกลออกไปได้ ภูเขาลูกนี้น่าสนใจเพราะมีความคล้ายคลึงกับภูเขาไฟฟูจิที่มีชื่อเสียงจากรูปทรงกรวยที่สมมาตรแบบเดียวกัน

2. ฮิโตะเมะเซ็มบงซากุระ (一目千本桜)

(เครดิตภาพ: U-Media)

เมื่อพูดถึงจุดชมดอกซากุระที่ดีที่สุดในโทโฮคุ ผู้คนก็มักจะเอ่ยถึงฮิโตะเมะเซ็มบงซากุระ ฮิโตะเมะเซ็มบงซากุระ แปลว่า “ซากุระ 1,000 ต้นที่เห็นได้พร้อมกันทีเดียว” ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำชิโรอิชิในเมืองโอกาวาระ ในจังหวัดมิยางิ โดยมีต้นซากุระหลากสายพันธุ์เกือบ 1,200 ต้นเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ หากสภาพอากาศแจ่มใส นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นเทือกเขาซาโอะที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ได้

3. ฟาร์มโคอิวาอิ (小岩井農場)

(เครดิตภาพ: Tohoku Tourism Promotion Organization)

ฟาร์มโคอิวาอิ เป็นฟาร์มส่วนบุคคลที่นักท่องเที่ยวจํานวนมากมาเยี่ยมชมทุกๆ ปี เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถทำกิจกรรมสนุกๆ อย่างเช่นรีดนมวัวและขี่ม้าได้ และสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารอร่อยๆ ที่ทําจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เช่น ซอฟต์ครีมรสนมและข้าวห่อไข่ที่ทำจากไข่ที่ผลิตจากฟาร์ม แต่ที่น่าสนใจคือหลายคนมาที่ฟาร์มนี้ด้วยเหตุผลเดียว นั่นคือเพื่อชมความงามดุจภาพวาดของต้นซากุระเดียวดายที่มีภูเขาอิวาเตะใหญ่สง่าเป็นฉากหลังนั่นเอง

4. สวนสาธารณะฮานามิยามะ (花見山公園)

(เครดิตภาพ: Fukushima Prefecture)

สวนฮานามิยามะมักจะถูกกล่าวถึงอยู่เสมอเมื่อพูดถึงจุดชมดอกซากุระที่ดีที่สุดในจังหวัดฟุกุชิมะ ที่นี่เราจะได้เห็นทิวทัศน์ของเทือกเขาอาซูมะ ซึ่งเป็นกลุ่มภูเขาไฟที่ทอดยาวไปตามแนวชายแดนของจังหวัดฟุกุชิมะและยามากาตะ โดยมีภูเขาลูกหนึ่งคือ ภูเขาอาซุมะ-โคฟุจิ ที่มีความคล้ายคลึงกับภูเขาไฟฟูจิอย่างน่าอัศจรรย์

5. สวนโออิเดะ (大出公園)

(เครดิตภาพ: JR East / Carissa Loh)

สวนสาธารณะโออิเดะ เป็นสวนสวยงามริมแม่น้ําฮิเมะที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนากาโนะไม่ไกลจากสถานีฮาคุบะ จากที่นี่สามารถมองเห็นทิวทัศน์มุมกว้างของภูเขาโดยรอบที่มีต้นซากุระเรียงรายตามแม่น้ำได้อย่างน่าทึ่ง และนักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและดื่มด่ำบรรยากาศโดยรอบได้มากเท่าที่ต้องการ โดยภูเขาที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ ภูเขาสามลูกแห่งฮาคุบะ ได้แก่ ภูเขาชิโรมะ ภูเขายาริ และภูเขาชาคุชิ นั่นเอง

แต่จุดชมวิวซากุระพร้อมภูเขาหิมะไม่ได้มีเพียงแค่นี้!

นอกจากจุดที่ได้แนะนำไปแล้ว ยังมีจุดชมวิวซากุระพร้อมภูเขาหิมะที่น่าเดินทางไปเห็นกับตาให้ได้อีกหลายแห่งด้วยกัน ถ้าอยากตามไปเก็บให้ครบ สามารถตามไปอ่านได้บทความ “ซากุระซีรีส์ #1: จุดชมดอกซากุระที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ” จากเว็บ JR TIMES by JR-EAST บทความโดยคุณ Carissa Loh หรือคลิกที่ภาพด้านล่างแล้วไปสนุกกันต่อได้เลย  สล็อตเว็บตรง