ผัก 7 ชนิดที่ปลูกและรับประทานเฉพาะในญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศมหาอำนาจแห่งการเกษตร จึงไม่แปลกใจเลยที่สินค้าทางการเกษตรญี่ปุ่นจะกลายเป็นที่ยอมรับและถูกส่งออกไปยังแต่ละประเทศทั่วโลก โดยในปี 2019 รัฐบาลญี่ปุ่นเคยตั้งเป้าหมายการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไว้เป็นจำนวนเงินมากถึง 1 ล้านล้านเยนเลยทีเดียว แม้ประเทศญี่ปุ่นจะกระตือรือร้นในการส่งออกสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพและมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์สู่ต่างชาติ แต่เพื่อน ๆ ทราบกันหรือไม่ว่า “ผัก” บางชนิด ก็ปลูกได้แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น! อีกทั้งยังมีผักที่หลายชนิดที่นิยมรับประทานกันเฉพาะชาวญี่ปุ่นด้วย

รากไม้สมุนไพร “โกโบ” ที่ปลูกและรับประทานเฉพาะในญี่ปุ่น

ผักชนิดแรกที่ปลูกและรับประทานกันเฉพาะในญี่ปุ่นที่อยากแนะนำให้รู้จักกันก่อนเลยก็คือ “โกโบ” (ゴボウ) ผักมหัศจรรย์ที่มักอยู่ในเมนูเครื่องเคียงทุกมื้ออาหารของชาวญี่ปุ่น

“โกโบ” เป็นผักที่ญี่ปุ่นได้รับมาจากประเทศจีน เป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดในแถบเอเชียกลาง ในยุคแรกหลังโกโบถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่น ก็มีการปรับปรุงสายพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ “ยารักษาโรค” ไม่ได้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารเช่นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับโกโบในช่วงยุคสงครามอีกด้วยว่า ญี่ปุ่นได้ใช้โกโบในการประกอบอาหารให้เชลยชาวอเมริกาและชาวยุโรปรับประทาน แต่เหล่าเชลยเข้าใจเกี่ยวกับรากไม้สมุนไพรนี้ผิด จึงมีการกล่าวโทษญี่ปุ่นในการพิจารณาระหว่างประเทศหลังสงครามว่า “ถูกชาวญี่ปุ่นลงโทษทารุณกรรมให้รับประทานรากไม้”

ถึงแม้โกโบจะดูเหมือนเป็นรากไม้ธรรมดา ๆ จนอาจทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจผิด แต่โกโบก็เป็นพืชที่อุดมประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารสูง และเต็มไปด้วยคุณสมบัติทางยา แม้ในปัจจุบันจะเริ่มมีหลายประเทศที่หันมาเพาะปลูกโกโบกันมากขึ้น แต่ก็มีเพียงประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยังคงใช้โกโบเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารหลักในชีวิตประจำวัน

ผักที่รับประทานกันเฉพาะชาวญี่ปุ่น

เห็ดมัตสึทาเกะ

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของราชาเห็ด “มัตสึทาเกะ” กันมาบ้าง และคงจะทราบกันดีว่า เห็ดมัตสึทาเกะที่ปลูกในประเทศญี่ปุ่นเป็นวัตถุดิบชั้นสูงที่มีราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว

เห็ดมัตสึทาเกะเป็นพืชประจำฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น ซึ่งหารับประทานได้เพียงปีละครั้ง เป็นเห็ดที่นิยมทานกันเฉพาะชาวญี่ปุ่นเพราะกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมัน เคยมีชาวต่างชาติเปรียบเทียบกลิ่นของเห็ดมัตสึทาเกะว่าเหมือน “กลิ่นเหม็นของถุงเท้า” แต่อย่างไรก็ตาม มัตสึทาเกะก็เป็นราชาเห็ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยในการรักษาโรคและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้

คอนเนียคุ (บุก)

อาจไม่ใช้ผักเลยซะทีเดียว แต่ “คอนเนียคุ” ก็เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชที่รับประทานกันเฉพาะชาวญี่ปุ่น มีชาวญี่ปุ่นหลายคนที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นคาวอ่อน ๆ ของคอนเนียคุอยู่บ้าง แต่ด้วยคุณประโยชน์ที่มีมากมาย ทำให้คอนเนียคุเป็นที่จับตามองในฐานะเมนูอาหารสุขภาพและนิยมรับประทานผลิตภัณฑ์คอนเนียคุแปรรูป เช่น เส้นคอนเนียคุ บุกรูปเมล็ดข้าวจากคอนเนียคุ ฯลฯ เพราะคอนเนียคุมีแคลอรี่น้อย ไขมันต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพและต้องการลดน้ำหนัก

เมียวงะ (ขิงญี่ปุ่น)

เมียวงะ เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นในฐานะยาสมุนไพรตัวแทนฤดูร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่นและยังช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลียจากสภาพอากาศร้อยได้อีกด้วย น้ำมันหอมระเหยจากเมียวงะมีส่วนช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ช่วยในการขับเหงื่อ ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจได้เป็นอย่างดี

วาราบิ

วาราบิ เป็นพันธุ์ผักภูเขาตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น ซึ่งมีการยอมรับในบางประเทศว่า “วาราบิเป็นพืชมีพิษ” หลังมีกรณีที่ผู้ป่วยเคยแท้งบุตรมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ ก่อนรับประทานวาราบิจึงจำเป็นจะต้อง “ถอนพิษ” ออกเสียก่อน โดยต้องแช่น้ำเพื่อล้างความฝาดและความขมออก และต้องล้างในระยะเวลารวดเร็วเพื่อให้ยังคงรักษาคุณค่าทางอาหารของวาราบิเอาไว้

แม้วาราบิจะมีพิษ แต่ก็ยังอุดมไปด้วยวิตามินอีสูง ชาวญี่ปุ่นมักนำมาลวกรับประทานเป็นสลัดผักหรือนำไปหุงรวมกับข้าวสวย อีกทั้งยังนำไปทอดเป็นเทมปุระและนำไปบดผสมในเส้นพาสต้าอีกด้วย

ต้นหอมอาซาสึกิ / ต้นหอมญี่ปุ่นเนงิ (ส่วนที่เป็นสีเขียว)

มาถึงผัก 2 ชนิดสุดท้ายที่เราจะมาแนะนำกันในครั้งนี้ ซึ่งเพื่อน ๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อของ “เนงิ” หรือต้นหอมญี่ปุ่นกันมาบ้างแล้ว โดยปกติเราจะรับประทานต้นหอมญี่ปุ่นกันเฉพาะส่วนที่เป็นสีขาว ซึ่งนำมาประกอบอาหารได้ง่ายเพราะเป็นส่วนที่มีความอ่อนและมีรสหวานมากที่สุด

 

แต่นอกจากส่วนสีขาวของต้นหอมญี่ปุ่นแล้ว ชาวญี่ปุ่นก็นิยมรับประทานส่วนที่เป็นสีเขียวด้วยเช่นกัน แม้ต้นหอมญี่ปุ่นส่วนสีเขียวจะมีความแข็ง มีกลิ่นแรง และมีรสเผ็ด แต่หากนำมาประกอบอาหารอย่างถูกหลักแล้วล่ะก็ ต้นหอมญี่ปุ่นส่วนสีเขียวจะให้รสชาติความอร่อยไม่แพ้ส่วนสีขาวเลย

ส่วนต้นหอมอาซาสึกิ เป็นพันธุ์พืชป่าที่เติบโตระหว่างช่วงฤดูหนาวไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิ มีจุดเด่นตรงรสชาติอันเผ็ดร้อนกว่าต้นหอมทั่วไป มีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารหากรับประทานแบบสด แต่สำหรับผู้ที่ต้องการวิตามินเอ แนะนำให้นำไปประกอบอาหารด้วยการผัดน้ำมันเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

 

 

เป็นอย่างไรบ้างกับผัก 7 ชนิดที่ปลูกและรับประทานเฉพาะในญี่ปุ่นที่เรานำมาฝากกันในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า มีหลายผักหลายชนิดเริ่มมีการเพาะปลูกและรับประทานกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศมากขึ้น และไม่แน่ว่าในอนาคต ผักเหล่านี้อาจไม่ใช่ผักที่ทานกันเฉพาะชาวญี่ปุ่น แต่กลายเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารในชีวิตประจำวันของอีกหลาย ๆ ประเทศก็ได้  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

วิธีทำโมจิหัวไชเท้ารสอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

หัวไชเท้าเป็นผักที่หาทานได้ตลอดทั้งปี แต่หัวไชเท้าอวบอร่อยนั้นหาทานได้เฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น วันนี้ ANNGLE จะมานำเสนอวิธีทำโมจิหัวไชเท้าอร่อยจากคนญี่ปุ่นให้ลองทำทานเป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ

โมจิหัวไชเท้าสูตรที่ 1

สูตรนี้ใช้หัวไชเท้าหั่นเป็นชิ้นบางๆ ทำให้ได้ขนมโมจิที่มีเนื้อสัมผัสกรุบ

วัตถุดิบ

  • หัวไชเท้าปอกเปลือก 300 กรัม
  • กุ้งแห้งขนาดเล็ก หรือกุ้งแห้งสับ 25 กรัม
  • ต้นหอมหั่น ตามชอบ
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 50 กรัม
  • แป้งมันฝรั่งหรือแป้งมันสำปะหลัง 50 กรัม
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา
  • น้ำมันงา
  • เครื่องปรุงซอสเปรี้ยว โชยุ และน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น

วิธีทำ

1. หั่นหัวไชเท้าให้มีขนาดประมาณก้านไม้ขีดไฟ

2. นำหัวไชเท้าหั่นและกุ้งแห้งใส่หม้อหรือกระทะ เติมน้ำประมาณ 500 มิลลิลิตร ลงไป จากนั้นนำหม้อหรือกระทะตั้งไฟกลาง คอยตักเอาฟองออกจากส่วนผสม รอจนส่วนผสมเดือดแล้วเคี่ยวต่ออีกประมาณ 5 นาที

3. นำส่วนผสมเทผ่านตะแกรง เก็บน้ำต้มไว้ และวางไว้ให้น้ำต้มเย็น

4. นำแป้งและเกลือใส่ถ้วย จากนั้นค่อยๆ เทน้ำต้มหัวไชเท้าทีละน้อยลงไปละลายส่วนผสมแป้งให้เข้ากันดี ซึ่งใช้น้ำต้มหัวไชเท้าประมาณ 100 มิลลิลิตร

5. เติมหัวไชเท้าต้มและต้นหอมหั่นลงไปในส่วนผสมแป้ง คนให้เข้ากัน จากนั้นเทส่วนผสมลงไปในภาชนะทนร้อน นำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 5 นาที แล้วจึงนำออกมาวางไว้จนส่วนผสมเย็น

ส่วนผสมหัวไชเท้าที่แข็งหลังจากเข้าไมโครเวฟ

6. นำส่วนผสมหัวไชเท้าที่เย็นมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดตามชอบ แล้วนำทอดในน้ำมันงา จนโมจิหัวไชเท้าเป็นสีน้ำตาล นำมาทานกับซอสเปรี้ยวหรือ ซอสอื่นๆ ตามชอบ

ขนมโมจิหัวไชเท้าสูตรที่ 2

ขนมโมจิหัวไชเท้าสูตรนี้จะเหนียวนุ่มคล้ายโมจิมากกว่าสูตรแรก อีกทั้งวิธีทำก็ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่า

วัตถุดิบ

  • หัวไชเท้าปอกเปลือก 400 กรัม
  • กุ้งแห้งขนาดเล็ก หรือกุ้งแห้งสับ 25 กรัม
  • ต้นหอมญี่ปุ่น 1/3 ต้น
  • แฮมหรือเบคอน 2 แผ่น
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 5 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งมันฝรั่งหรือแป้งมันสำปะหลัง 5 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา
  • น้ำมันงา
  • เครื่องปรุงซอสเปรี้ยว โชยุ และน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น

วิธีทำ

1. นำหัวไชเท้าที่ปอกเปลือกมาขูดด้วยที่ขูด บีบน้ำออกเล็กน้อย จากนั้นเติมต้นหอมญี่ปุ่นหั่นละเอียด แฮมหั่น กุ้งแห้ง แป้ง และเกลือลงไป แล้วคนให้เข้ากัน

 

2. ใช้ช้อนตักส่วนผสมหัวไชเท้าลงทอดในน้ำมันงา โดยทอดด้วยไฟกลาง จนโมจิหัวไชเท้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้วจึงพลิกกลับอีกด้านและทอดจนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นจึงตักขึ้นมาทานกับซอสเปรี้ยวหรือซอสอื่นๆ ตามชอบ

ขนมโมจิหัวไชเท้าญี่ปุ่นคล้ายกับขนมหัวไชเท้าของบ้านเรา แต่รสสัมผัสจะเหนียวนุ่มตามที่คนญี่ปุ่นให้ชื่อว่าโมจิหัวไชเท้า หากชอบหัวไชเท้าก็ลองทำดูนะคะ ง่ายๆ แต่อร่อยและมีคุณค่าต่อสุขภาพค่ะ        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ถูกใจสาวๆ สายหวานแน่ สตรอว์เบอร์รี่ช่วยลดความอ้วนได้

สตรอว์เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายทั้งในเมืองไทยและในญี่ปุ่น นอกจากความอร่อยและมีคุณค่าต่อความงามแล้ว คนญี่ปุ่นยังนำสตรอว์เบอร์รี่มาเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักด้วย มารู้ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รี่ในการลดน้ำหนักและวิธีการรับประทานเพื่อลดน้ำหนักตามที่คนญี่ปุ่นแนะนำกันนะคะ

เหตุผลที่คนญี่ปุ่นเลือกสตรอว์เบอร์รี่เป็นผลไม้ตัวช่วยลดน้ำหนัก

สตรอว์เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ โดยสตรอว์เบอร์รี่ 100 กรัม (สตรอว์เบอร์รี่ผลขนาดกลาง 5-7 ผล) ให้พลังงานเพียง 34 กิโลแคลอรี่ สตรอว์เบอร์รี่ที่บรรจุขายเป็นแพ็คตามร้านค้าทั่วไปในญี่ปุ่นมีน้ำหนักประมาณ 200-300 กรัมให้พลังงานที่ประมาณ 85-102 กิโลแคลอรี่  ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่รับประทานจนอิ่มแต่ให้พลังงานต่ำมาก  นอกจากมีแคลอรี่ต่ำแล้วสตรอว์เบอร์รี่ยังมีคุณค่าสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้สวยและลดน้ำหนักได้ดังนี้คือ

ช่วยลดอาการบวมน้ำของร่างกาย

สตรอว์เบอร์รี่ 100 กรัมมีโพแทสเซียมสูงประมาณ 170  มิลลิกรัม โดยโพแทสเซียมจะช่วยขับเกลือโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ช่วยลดและป้องกันอาการบวมน้ำของร่างกายได้ดี

ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติท้องไม่ผูก

สตรอว์เบอร์รี่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและกรดอินทรีย์ที่ไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ส่งผลให้ระบบการขับถ่ายทำงานเป็นปกติและช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี

ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและผิวพรรณดี

วิตามินซีจะช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรงจากการเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ป้องกันการเกิดรอยด่างดำบนผิวหนังได้ดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกายด้วย สตรอว์เบอร์รี่ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 64 มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 64 ของวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน การรับประทานสตรอว์เบอร์รี่สดจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีโดยไม่ต้องสูญเสียคุณค่าสารอาหารไปเลย

ช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกาย

แม้กลไกการทำงานยังไม่แน่ชัดในมนุษย์ แต่โพลีฟีนอลที่มีอยู่สูงในสตรอว์เบอร์รี่จะช่วยลดการสะสมไขมันในร่างกายได้ดี

วิธีการรับประทานสตรอว์เบอร์รี่เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก

รับประทานพร้อมโยเกิร์ต

คุณค่าคูณสองจากโยเกิร์ตและสตรอว์เบอร์รี่ นอกจากจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารจากสตรอว์เบอร์รี่ได้เพิ่มขึ้นแล้ว เส้นใยอาหารจากสตรอว์เบอร์รี่และแลคติกแอซิดแบคทีเรียจากโยเกิร์ตจะช่วยปรับสภาพแวดล้อมของลำไส้ให้ดี ช่วยให้การขับถ่ายคล่องและป้องกันไม่ให้อ้วนได้ดี

รับประทานเป็นของว่าง

สตรอว์เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวอร่อย การรับประทานผลไม้ชนิดนี้เป็นอาหารว่างโดยไม่จิ้มน้ำตาล นมข้นหวาน หรือช็อกโกแลต จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่สูงจากขนมหวานและของขบเคี้ยวต่างๆ ได้ดี

 

การดูแลรูปร่างให้คงที่ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไปจะช่วยคงความอ่อนเยาว์ไปพร้อมกับการทำให้สุขภาพดีไปอีกนาน หากยังไม่มีวิธีลดน้ำหนักที่ถูกใจ ก็ขอแนะนำสตรอว์เบอร์รี่ตามวิธีที่คนญี่ปุ่นแนะนำดูนะคะ ถ้าไม่มีสตรอว์เบอร์รี่สดก็สามารถใช้แบบแช่แข็งได้เช่นกันค่ะ ได้ผลอย่างไรเอามาบอกเล่ากันด้วยนะคะ    สล็อตเว็บตรง

ถูกใจแม่บ้านสายมินิมอล…ร้าน Muji สาขาใหม่กับโซนซุปเปอร์มาร์เก็ตสุดอลังการ!!

สำหรับคนที่ชื่นชอบของใช้ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ น่าจะรู้จักแบรน์ด Muji (มูจิ) หรือ 無印良品 (มูจิเรียวฮิน) อย่างแน่นอน เมื่อไม่นานมานี้ Muji พึ่งเปิดสาขาใหม่ที่เป็นที่กล่าวขวัญจนมีสื่อหลายสำนักไปเก็บภาพบรรยากาศมาเผยแพร่ นั่นคือ สาขาโคนันไดเบิร์ดส์ (港南台バーズ) ซึ่งตั้งอยู่ในห้าง Birds ในเมืองโยโกฮาม่านั่นเอง

 

จุดเด่นคือซุปเปอร์มาร์เก็ต

Muji สาขานี้ มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 5,117 ตารางเมตร นับเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคันโต แต่ยังใหญ่เป็นอันดับสองในญี่ปุ่น รองจากสาขานาโอเอะทสึ (直江津) ในจังหวัดนีงาตะ

พื้นที่บริเวณชั้น 1 จะหน้าตาเหมือนร้าน Muji ที่เรามักพบเห็นได้ทั่วไป คือจะมีสินค้าเน้นไปที่พวกเสื้อผ้า เครื่องเขียน ข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์สำหรับจัดระเบียบบ้าน แต่จุดเด่นของสาขานี้อยู่ที่ชั้นใต้ดินซึ่งพึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นร้านขายของชำหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่

สำหรับโซนนี้ Muji ได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์หรือคู่ธุรกิจในวงการ 2 รายคือ QUEEN’s ISETAN เชนซุปเปอร์มาร์เก็ตในเครือห้างสรรพสินค้าอิเซตัน (伊勢丹) และ Nakajima Suisan (中島水産) บริษัทผู้จัดจำหน่ายอาหารทะเลครบวงจร เพื่อเนรมิตชั้นใต้ดินของร้านให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้าง “ไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับอาหาร” ให้กับลูกค้าที่แวะเวียนมา

 

 

สินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตนี้ จะมีทั้งอาหารแบรนด์ของ Muji เองและสินค้าที่มาจากพาร์ทเนอร์ รวมกว่า 17,000 รายการ มีทั้งอาหารสำหรับรูป ขนมขบเคี้ยว อาหารสด อาหารแช่แข็ง เครื่องปรุงต่างๆ รวมไปถึงเครื่องดื่มสารพัดชนิดเลยทีเดียว

มาหาไอเดียเมนูใหม่ๆ ได้ที่ Muji

สำหรับคุณแม่บ้าน (หรือพ่อบ้าน) ที่คิดไม่ออกว่าวันนี้จะทำเมนูอะไรให้ครอบครัวที่บ้านดี จะลองแวะมาหาไอเดียที่ Muji สาขานี้ดูก็ได้ เพราะที่นี่มี Kitchen Counter เป็นโซนที่มีผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหารคอยแนะนำอยู่ โดยแต่ละวันจะมีกิจกรรมแนะนำเมนูอาหาร รวมไปถึงให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาหาร วัตถุดิบ และโภชนาการต่างๆ

คอนเซปต์ของ Kitchen Counter

ไม่ใช่แค่ได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น Muji ตั้งใจจะสร้างพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นคอมมูนิตี้สำหรับคนชอบทำอาหาร และเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างลูกค้าด้วยกันเองอีกด้วย

 

ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน

Muji และพาร์ทเนอร์ทำธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อชุมชนที่เป็นผู้ผลิตและป้อนสินค้าให้ร้าน โดยมีนโยบายการส่งเสริมสินค้าจากท้องถิ่นที่อาจเข้าถึงร้านค้าในเมืองได้ยาก เช่น มีโซนขายขนมปังเบเกอรี่ที่ผลิตจากแป้งจากฮอกไกโด มีโซนขายสาเก (เหล้าญี่ปุ่น) ที่มาจากโรงกลั่นสาเกท้องถิ่นในจังหวัดคานางาวะ เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่ขายสินค้าอย่างพวกถั่ว เมล็ดกาแฟ ธัญพืช หรือผลไม้แห้งโดยขายตามน้ำหนัก เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนที่มักซื้อของเหล่านี้เป็นถุงบรรจุปริมาณมากๆ แล้วรับประทานไม่หมดจนต้องทิ้งอีกด้วย

 

ในวันนี้ Muji ไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าปลีกสำหรับสินค้าเสื้อผ้าและของใช้อีกต่อไป นอกจากการเปิดตัวบริการรับสร้างบ้านและโรงแรมไปเมื่อไม่นานมานี้แล้ว Muji ยังมาเจาะตลาดเกี่ยวกับอาหารและซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย      สล็อตเว็บตรง

เรียกได้ว่าบรรดาแฟนคลับของ Muji แทบจะสามารถใช้ชีวิตประจำวันอยู่ท่ามกลางสินค้าและบริการของแบรนด์นี้ได้เลยทีเดียว ไม่แน่ใจว่าร้าน Muji ในบ้านเราจะนำไอเดียแบบร้านที่ญี่ปุ่นมาใช้ในไทยบ้างหรือไม่ สายมินิมอลทั้งหลายก็คงต้องติดตามกันต่อไปนะคะ

รายละเอียดร้าน Muji สาขา Konandai Birds
Birds (1F, B1 Floor), 3 Chome, Konandai, Konan Ward, Yokohama, Kanagawa 234-0054

ปริศนาฟอนต์พู่กันหลังซองบะหมี่ “ซัปโปโรอิจิบัง”

สวัสดีครับ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเรื่องอะไรก็ไม่รู้เรื่องหนึ่งกลายเป็นประเด็นในทวิตเตอร์ คือมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @DJWILDPARTY ทวิตว่า “ชอบการใช้ฟอนต์เท่ ๆ เฉพาะคำว่า ‘งาคั่วบด’ ของซัปโปโรอิจิบังจริงๆ” ปรากฏว่ามีคนรีทวิตไปหมื่นสามพันครั้ง มีคนกดไลค์กว่าเก้าหมื่นไลค์

 

ซัปโปโรอิจิบัง (サッポロ一番) เป็นยี่ห้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบริษัทอาหารซันโยในโตเกียวครับ มีหลายรสให้เลือกทั้งรสโชยุ (ซุปซีอิ๊ว), รสมิโซะ (ซุปเต้าเจี้ยว), รสชิโอะ (ซุปเกลือ), รสโกมะ (ซุปซีอิ๊วใส่งา), รสชิโอะทงคตสึ (ซุปเกลือกระดูกหมู), รสคารามิโซะ (ซุปมิโซะเค็ม) บะหมี่แบบแห้งก็มีรสซอสยากิโซบะ (ซอสบะหมี่ผัด) กับรสทันตัมเม็ง (ซอสเผ็ด)

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนี้ขายมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะรสโชยุวางขายมาตั้งแต่ปี 1966 (โห) ส่วนที่ว่าทำไมบริษัทอยู่โตเกียวแต่ทำผลิตภัณฑ์ชื่อ “ซัปโปโร” นั้น เพราะผู้ดูแลด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอนนั้นเดินทางไปทั่วประเทศ แล้วไปได้แรงบันดาลใจจากราเม็งซุปซีอิ๊วในตรอกราเม็ง (ราเม็งโยโกะโจ) ที่เมืองซัปโปโร ฮอกไกโดครับ

กลับมาเรื่องที่เป็นประเด็น คือบนหลังซองบะหมี่รสชิโอะ (ซุปเกลือ) ที่มีชื่อที่อยู่ผู้ผลิต ส่วนประกอบ และวิธีทำ เกือบทั้งหมดใช้ฟอนต์ญี่ปุ่นแบบโกธิคอ่านง่ายสบายตา แต่ถ้าสังเกตดี ๆ เฉพาะตรงวิธีทำข้อ 3 “กรุณาใส่งาคั่วบดตามชอบ หากเพิ่มเนื้อหมูย่าง กุ้ง ไข่ และผักจะได้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น” ที่ตรงคำว่า “งาคั่วบด” (切り胡麻) เท่านั้นที่เป็นฟอนต์ตัวอักษรพู่กันแบบเดียวกับที่เขียนตัวจิ๋ว ๆ อยู่บนหน้าซอง

ชาวทวิตเตอร์คอมเมนต์กันต่าง ๆ “เพิ่งทำกินเมื่อตะกี้เอง สะกิดใจอยู่เหมือนกัน” “เห็นทีไรก็สงสัยว่าทำไมถึงเป็นงี้เฉพาะตรงคำว่างาเนี่ย” “รู้สึกได้ถึงความใส่ใจของผู้ผลิตเลย” เป็นต้น บางคนที่เพิ่งรู้ว่าใช้คนละฟอนต์ก็มี

พอนักข่าวได้ยินเรื่องนี้ เลยติดต่อไปถึงบริษัทอาหารซันโยที่มีสำนักงานอยู่ในโตเกียว ซึ่งกล่าวว่าได้รับทราบเรื่องราวที่เป็นประเด็นในทวิตเตอร์แล้ว ส่วนสาเหตุที่ใช้ฟอนต์พู่กันเฉพาะคำว่างาคั่วบดนั้น…

 

“ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอนที่วางจำหน่ายให้ทำแบบนี้ ทางเราก็เลยยึดตามมาตลอด ส่วนเหตุผลก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

…เอิ่ม…

นักข่าวเลยถามต่อว่าแล้วงาคั่วบดนี่มีบทบาทยังไงรสชาติ? คำตอบจากบริษัทผู้ผลิตก็คือ “เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในการเพิ่มรสชาติและความนัวครับ”

…เอิ่ม…

ใครอยากรู้ว่ารสชาติและความนัวจากงาคั่วบดในบะหมี่ตัวนี้มันจะเป็นยังไงก็ลองไปหาซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นละกันนะครับ (ฮา)    สล็อตเว็บตรง

สุภาษิตญี่ปุ่นว่าไว้! กินผักผลไม้เหล่านี้ช่วย “ห่างไกลหมอ”

คนญี่ปุ่นมีนิสัยรักสุขภาพ จึงมักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จนมีสุภาษิตที่กล่าวว่าหากรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะทำให้ห่างไกลจากคุณหมอ เพราะว่าจะไม่ป่วยและไม่ต้องไปหาหมอรักษาโรค มารู้จักผักและผลไม้ที่คนญี่ปุ่นนำมาเปรียบเทียบกับสุภาษิตดังกล่าวกันค่ะ

ลูกพลับ

สุภาษิตประจำลูกพลับคือ 柿の医者いらず(Kaki no ishairazu) ซึ่งแปลว่า หากรับประทานลูกพลับก็ไม่ต้องการหมอ

พลับ

ลูกพลับเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี (ปริมาณ 70 ไมโครกรัมต่อลูกพลับ 100 กรัม) ซึ่งมีปริมาณเป็นสองเท่าของส้มแมนดาริน วิตามินเอ  (35 ไมโครกรัมต่อลูกพลับ 100 กรัม) ทั้งวิตามินซีและวิตามินเอเมื่อรวมกันจะมีส่วนช่วยในการต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณสวยงาม นอกจากนี้ลูกพลับยังอุดมไปด้วยวิตามินบี และกรดโฟลิก ซึ่งดีต่อร่างกาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม (ปริมาณ 170 มิลลิกรัมต่อลูกพลับ 100 กรัม) ซึ่งช่วยขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และลดอาการบวมน้ำได้ดี

แอปเปิ้ล

สุภาษิตประจำแอปเปิ้ลคือ 一日一個のリンゴで医者を遠ざける (Ichinichi ikko no ringo de isha o tōzakeru) ซึ่งแปลว่า การรับประทานแอปเปิ้ลวันละหนึ่งผลจะช่วยให้ห่างไกลจากหมอ

แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมซึ่งช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง กรดซิตริกซึ่งช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า สารโพลีฟีนอลซึ่งมีมากที่เปลือกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน และช่วยชะลอความแก่

หัวไชเท้า

สุภาษิตประจำหัวไชเท้าคือ 大根の医者いらず  (Daikon no ishairazu) ซึ่งแปลว่า หากรับประทานหัวไชเท้าโดยเฉพาะหัวไชเท้าขูดเป็นประจำก็ไม่ต้องการหมอ

หัวไชเท้า

หัวไชเท้าขูดอุดมไปด้วยสารไอโซไธโอไซยาเนต (Isothiocyanate) ซึ่งมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยเอนไซม์อะไมเลสซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ นอกจากนี้หัวไชเท้าขูดยังอุดมไปด้วยวิตามินซี อี และ เค อีกทั้งยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารซึ่งช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี

การรับประทานหัวไชเท้าขูดให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดนั้น ควรรับประทานหลังจากขูดเสร็จใหม่ๆ เพราะหากวางทิ้งไว้นานเกิน 15 นาที รสเผ็ดที่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียในหัวไชเท้าขูดจะระเหยไป

มะเขือเทศ

สุภาษิตประจำมะเขือเทศคือトマトが赤くなると医者が青くなる(Tomato ga akakunaru to isha ga aoku naru) ซึ่งแปลว่า เมื่อมะเขือเทศเปลี่ยนเป็นสีแดงคุณหมอจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว (คงหมายถึงหน้าของคุณหมอที่ซีดจนหน้าเปลี่ยนสีนั่นเองค่ะ)

 

มะเขือเทศ

มะเขือเทศอุดมไปด้วยไลโคปีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวันและช่วยชะลอความแก่ วิตามินซีซึ่งทำให้ผิวพรรณแข็งแรงสวยงาม และกรดซิตริกซึ่งช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าได้ดี

นอกจากผักและผลไม้ดังกล่าวแล้ว ลูกพลัม ส้ม และว่านหางจระเข้ก็ได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่รับประทานเป็นประจำแล้วทำให้ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย แต่กระนั้นอาหารเพียงหนึ่งชนิดไม่อาจส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงได้ จึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารหลากหลายชนิดเพื่อรับปริมาณสารอาหารที่สมดุลเข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะพอดีไม่มากจนเกินไปค่ะ    สล็อตเว็บตรง

ชมความงามทิวทัศน์ดอกซากุระตัดกับดอกทิวลิปที่สวยสุดในญี่ปุ่นที่ฮามามัตสึ

รู้นะว่าเพื่อน ๆ หลายคนกำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นชมดอกซากุระกันอยู่ใช่ไหม?? เพื่อเติมเต็มทริปชมความงามดอกซากุระของเพื่อน ๆ คราวนี้ ANNGLE เลยจะมาแนะนำสถานที่ชมดอกซากุระแบบที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะยังจะสามารถชมความงามของดอกทิวลิปสีสดได้ด้วยอีกต่างหาก ที่ที่เราอยากแนะนำก็คือสวน “Hamamatsu Flower Park” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสวนที่มีซากุระปลูกคู่กับดอกทิวลิปที่สวยที่สุดในโลกกันเลยทีเดียวนะ อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าสวยแค่ไหน งั้นตามไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

“สวนที่มีซากุระปลูกคู่กับดอกทิวลิปที่สวยที่สุดในโลก”

สวนพฤษศาสตร์ “Hamamatsu Flower Park” แห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นสวนที่มีดอกซากุระปลูกคู่กับดอกทิวลิปที่สวยที่สุดในโลก ความสวยงามของดอกไม้ทั้ง 2 สามารถมาชมกันได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม-กลางเดือนเมษายน ดอกทิวลิปกว่า 5 แสนต้นจะบานพร้อมกับดอกซากุระราว 1,300 ต้น ถือเป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดในปีของสวนแห่งนี้

 

ช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนจะเป็นช่วงชมดอกซากุระ และจะมีการจัดงาน Night Sakura โดยจะเปิดไฟเพิ่มความสวยงามให้กับดอกซากุระในยามค่ำคืนตั้งแต่เวลา 18:00 – 21:00 และมีการแสดงโชว์น้ำพุในตอนกลางคืน มีการแสดงแสงสีในเรือนกระจกเพาะพันธ์ุพืชอีกด้วย

เมื่อก้าวเข้ามาในสวนแห่งนี้ ก็จะได้พบกับสีสันอันสดใสของดอกทิวลิป และมวลดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิในทันที แต่ความฟินยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ด้านในเรื่อยๆความสวยงามของดอกไม้ต่าง ๆ จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมาพบกับไคลแมกซ์ก็คือ บริเวณสวนทิวลิปที่ปลูกอยู่คู่กับเหล่าต้นซากุระ ที่ผลิดอกสวยงามเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

 

 

ภายในสวนดอกทิวลิปนั้น เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปถ่ายรูปกับดอกทิวลิปได้อยากใกล้ชิด จะนั่งปิกนิก หรือนอนกลิ้งไปกลิ้งมาใต้แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ก็ยังได้ ลองนึกดูสิ ข้างตัวเป็นดอกทิวลิป เงยหน้าขึ้นไปก็เป็นดอกซากุระ ทิวทัศน์ฟิน ๆ อย่างนี้ไงละที่เฝ้ารอมาตลอด 1 ปี

ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่กว่า 3 แสนตารางเมตร หรือใหญ่เป็น 6.4 เท่าของโตเกียวโดมเลยก็ว่าได้ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะเหนื่อยจนเดินไม่ไหวนะคะ เพราะที่นี่มีบริการ Flower train หรือรถไฟหน้าตาน่ารักที่จะพาเราไปรอบสวนแห่งนี้ แถมค่าบริการก็ไม่แพงเลยค่ะ ค่าบริการ 1 รอบสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 100 เยน / เด็ก (3 ขวบ – มัธยมต้น) 50 เยนเท่านั้น      สล็อตเว็บตรง

ข้อมูลสวน Hamamatsu Flower Park
ที่ตั้ง: 195 Kanzanjichō, Nishi-ku, Hamamatsu-shi, Shizuoka-ken 431-1209
เบอร์โทรศัพท์: 053-487-0511
ค่าเข้าชม: เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาการบานของดอกไม้
ค่าจอดรถ: 200 เยน (ลานจอดรถชั่วคราวให้บริการฟรีในระหว่างการจัดงาน Flower Festa)
การเดินทาง: นั่งรถบัสจากจุดจอดรถ Bus terminal No.1 สถานี Hamamatsu สาย Kanzanji Onsen (かんざんじ温泉行き) ลงที่ป้าย “Flower Park” แล้วเดินตามป้ายนำทางไปเรื่อยๆ
เว็บไซต์: Hamamatsu Flower Park
※สามารถติดตามข้อมูลล่าสุดได้จากทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Hamamatsu Flower Park

3 ร้านซูชิสุดหรูในย่านกินซ่าที่ไม่ควรพลาด!

ใครได้ไปญี่ปุ่นโดยเฉพาะสาวกซูชิคงจะไม่พลาดที่จะหาร้านซูชิเด็ดๆกันใช่มั้ยล่ะคะ วันนี้จะมาแนะนำร้านซูชิสุดหรูที่สาวกซูชิพลาดไม่ได้ในย่านกินซ่ากันค่ะ รับรองเห็นแล้วอดใจกันไม่ไหวกันแน่นอน!

1. Hakkoku ซูชิขั้นเทพต้องที่นี่!

ร้าน “Hakkoku” ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2018 นี้เอง ภายในร้านมีเคาเตอร์ 6 ที่นั่งให้บริการ 3 ที่ ทางร้านจะปั้นซูชิเสิร์ฟเรื่อยๆประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยที่นั่งของคุณซาโต้เจ้าของร้านจะแย่งกันจับจองกันหนาแน่น ใครได้นั่งถือว่าเป็นความโชคดีมากๆเลยล่ะค่ะ ทางร้านจะเปิดให้จองล่วงหน้าได้ 2 เดือน ใครจะไปแนะนำให้รีบจองล่วงหน้าเลยนะคะ

ที่อยู่ : 6-7, 6 chome, Ginza, Chuo-ku, Tokyo, Laphe Building 3F
ราคาโดยประมาณ : 30,000เยน~
เวลาทำการ : 17:00น. – 23:00น.
วันหยุด : วันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์
โทร. : 03-628-06555

2. Sukiyabashi Jiro ซูชิในตำนาน

ในบรรดาซูชิคงจะไม่มีใครไม่รู้จัก “Sukiyabashi Jiro” เรียกว่าเป็นร้านซูชิในตำนานญี่ปุ่นที่โด่งดังมาก ถึงแม้จะไม่สามารถนั่งดื่มเหล้าชิลๆหรือกินกับแกล้มได้ชิลๆที่เคาเตอร์ แต่ด้วยบรรยากาศกันเองและความอร่อยทำให้นักชิมทั้งหลายต่างก็ใฝ่ฝันที่จะได้ไปชิมซูชิของที่นี่สักครั้งในชีวิต

ที่อยู่ : 2-15, 4-chome,Ginza, Chuo-ku, Tokyo, Tsukamoto Sogyo Building 1F
ราคาโดยประมาณ : 30,000เยน ~
เวลาทำการ : 11:30น. – 14:00น./17:30น. – 20:30น.
วันหยุด : วันอาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์ วันเสาร์กลางคืน กลางเดือนสิงหาคมและปีใหม่
HP : www.sushi-jiro.jp
โทร. : 03-353-53600

3. Sushi Arai ร้านดังที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องด้วยฝีมือเชฟขั้นเทพ

คุณยูอิจิ อาราอิ เจ้าของร้านซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง “Ginza Kyubey” และ “Yotsuya Sushisho” ได้ศึกษาการปั้นซูชิจนทำให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นกลุ่มร้านซูชิที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งเขามีคอนเซปง่ายๆคือเพียงแค่ให้ลูกค้าทานแล้วรู้สึกว่าอร่อยแค่นั้นเอง ที่นั่งมีแบบห้องส่วนตัวและแบบเคาน์เตอร์ หลายคนก็ใช้เป็นสถานที่คุยงานกันด้วยนะคะ

 

ร้านนี้จะเสิร์ฟไวน์บูร์กอญ (Bourgogne) ของฝรั่งเศสเป็นหลัก ในแต่ละฤดูก็จะสามารถลิ้มรสชาติของอาหารที่แตกต่างกัน หากใครที่สนใจอยากทานซูชิแบบรสชาติออริจินัลแล้วล่ะก็ขอแนะนำให้มาลองทานร้านนี้กันนะคะ  สล็อตเว็บตรง

ที่อยู่ : 8-10, 2 chome,Ginza, Chuo-ku, Tokyo, Ruan Building 1F
ราคาโดยประมาณ : กลางวัน 10,000เยน ~/กลางคืน 20,000เยน
เวลาทำการ : 12:00น. – 14:00น./17:30น. – 23:30น.
วันหยุด : วันพุธและวันจันทร์ที่ตรงกับวันนักขัตฤกษ์
HP : www.sushi-jiro.jp
โทร. : 03-626-45855

เป็นยังไงบ้างคะ ไปญี่ปุ่นเมืองแห่งซูชิทั้งทีหากไม่ได้ลองซูชิต้นตำรับคงเหมือนกับไปไม่ถึง ร้านทั้ง 3 ที่เราแนะนำ ลองเลือกมาสักร้านที่คิดว่าใช่แล้วไปลองชิมดูสักครั้งสิคะ

แนะนำ! 12 ทิวทัศน์สุดอลังในญี่ปุ่นที่ควรไปสักครั้งในชีวิต

คุณเคยสงสัยไหมว่าตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนกระทั่งจากโลกนี้ไป หนึ่งชีวิตของคนเราสามารถไปเยือนและชื่นชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามได้สักกี่ที่? แน่นอน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เราจะสามารถเดินทางไปเพื่อชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามได้ทั้งหมด ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ที่มีทัศนียภาพสุดอลังการที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นให้ทุกคนได้ชมกัน!

สวนหินอ่อนขนาดใหญ่ “มิไรชิน โนะ โอกะ” จ.ฮิโรชิมะ

สถานที่แรกที่เราจะแนะนำคือ มิไรชิน โนะ โอกะ (Miraishin no Oka) เป็นสวนหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่กว้าง 5,000 ตารางเมตรที่สร้างโดยคุเอทานิ อิตโต ประติมากรผู้มีชื่อเสียงระดับโลก สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะอิคุจิชิมะในทะเลเซโตะใน ทิวทัศน์ที่ตัดกันระหว่างท้องฟ้าสีครามกับหินอ่อนสีขาวเป็นภาพที่งดงามจนไม่อาจละสายตา เป็นทัศนียภาพที่คุณจะต้องหลงรักอย่างแน่นอน

 

ที่อยู่ : Hiroshima, Onomichi-shi, Setoda, 553-2
เบอร์โทรศัพท์ : 084-527-0800

ทิวทัศน์ตะวันตกดินที่งดงาม ณ “ศาลเจ้าชิราฮิเกะ” จ.ชิกะ

ศาลเจ้าชิราฮิเกะ (Shirahige Shrine) ของจังหวัดชิกะคือสถานที่ต่อไปที่เราอยากจะแนะนำ ทิวทัศน์ของโทริอิ*สีแดงที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ในทะเลสาบบิวะที่กลมกลืนไปกับผืนน้ำในยามพลบค่ำของช่วงที่ตะวันจะลับขอบฟ้าเป็นภาพที่สวยงามตระการตา จนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

*โทริอิคือเสาซุ้มประตูสีแดงหรือส้มซึ่งมักพบตามวัดหรือศาลเจ้าต่างๆ ในญี่ปุ่น

 

ที่อยู่ : Shiga, Takashima-shi, Ukawa, 215
เบอร์โทรศัพท์ : 074-036-1555

ชายฝั่งที่ถูกย้อมสีที่ “ชายฝั่งเองาวะ” จ.จิบะ

ต่อไปคือ ชายฝั่งเองาวะ (Egawa Coast) ในจังหวัดจิบะ ถูกยกให้เป็นทะเลเกลือ ซาลาร์ เดอ อูยูนี* ของญี่ปุ่น หากคุณไปในช่วงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า ชายฝั่งเองาวะจะถูกย้อมไปด้วยสีส้มที่งดงาม เปรียบกับภาพวาดในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ลืม

*ซาลาร์ เดอ อูยูนี (Salar de Uyuni) ในประเทศโบลิเวีย เป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ที่อยู่ : Chiba, Kisarazu-shi, Egawa, 576-6
เบอร์โทรศัพท์ : 043-841-2234

ธรรมชาติน่าพิศวงที่ “ถ้ำคาเมะอิวะ” จ.จิบะ

สถานที่ต่อมาคือ ถ้ำคาเมะอิวะ (Kameiwa Cave) ในจังหวัดจิบะเช่นกัน ในช่วงเช้าของเดือนมีนาคมจนถึงเดือนกันยายน แสงแดดที่ส่องเข้ามาภายในถ้ำจะสะท้อนกับผิวน้ำเกิดเป็นรูปหัวใจ จนกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมในหมู่คู่รัก แต่ว่าก็มีอยู่หลายปัจจัยในการเกิดเป็นรูปหัวใจที่งดงามเช่นนี้ ดังนั้น ก่อนไปเช็คให้ชัวร์กันก่อนนะ!

 

ที่อยู่ : Chiba, Kimitsu-shi, Sasa, 1954
เบอร์โทรศัพท์ : 043-956-1325 (แผนกท่องเที่ยวของ Kimitsu City Hall)

ดวงดาวนับล้านเหนือ “หมู่บ้านอาจิ” จ.นากาโนะ

สถานที่ต่อมาอยู่ในจังหวัดนากาโนะ หมู่บ้านอาจิ (Achi Village) ที่ที่คุณสามารถชื่นชมท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับล้าน เนื่องด้วยหมู่บ้านอาจิล้อมรอบไปด้วยภูเขา ดวงดาวที่ส่องประกายราวกับเพชรที่กระจัดกระจายนับไม่ถ้วนบนฟากฟ้าสะท้อนภาพที่งดงามอย่างไม่มีวันลืม

 

ที่อยู่ : Nagano, Shimoina, Achi Village
เบอร์โทรศัพท์ : 026-543-3001

ธรรมชาติที่โอบล้อม ณ “คามิโคจิ” จ.นากาโนะ

ต่อมาคือ คามิโคจิ (Kamikochi) ที่จังหวัดนากาโนะ เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงามจนทำให้คุณลืมความวุ่นวายที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น ที่นี่มีการควบคุมการใช้รถส่วนตัวเพื่อเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีรถบัสจากโตเกียวมาที่คามิโคจิ สามารถไปใช้บริการกันได้นะ!

 

ที่อยู่ : Nagano, Matsumoto-shi, Azumi, Kamikochi
เบอร์โทรศัพท์ : 026-395-2433

ทะเลสาบขึ้นชื่อในฤดูใบไม้ร่วง “ทะเลสาบทสึทานุมะ” จ.อาโอโมริ

สถานที่ถัดมาที่อยากแนะนำคือ ทะเลสาบทสึทานุมะ (Tsuta Numa Lake) ในจังหวัดอาโอโมริ เป็นทิวทัศน์ที่พิเศษเพราะมีเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง ทิวทัศน์ของใบไม้ที่ใกล้จะร่วงหล่นที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงถูกสะท้อนกับผิวน้ำของทะเลสาบ ราวกับมีใครสักคนหยดหมึกสีแดงลงบนผิวน้ำ ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น!

 

ที่อยู่ : Aomori, Towada-shi, Okuse, Tsutanuma
เบอร์โทรศัพท์ : 017-675-2425

สระน้ำที่งดงามดั่งภาพวาด “สระน้ำของโมเนต์” จ.กิฟุ

ต่อไปคือ สระน้ำของโมเนต์ (Monet’s Pond) ในจังหวัดกิฟุ ว่ากันว่าชื่อเรียกของสระน้ำนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงดงามของทัศนียภาพที่เหมือนกับภาพวาดของศิลปินระดับโลกอย่าง Claude Monet ภาพของปลาคาร์ฟหลากสีที่เวียนว่ายอย่างงดงามจะทำให้คุณต้องมนต์สะกดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

 

ที่อยู่ : Gifu, Seki-shi, Itadori, Nemichi Shrine
เบอร์โทรศัพท์ : 058-157-2111

หาดทรายที่ธรรมชาติรังสรรค์ “ชายหาดโอโคชิกิ” จ.คุมาโมโตะ

สถานที่ต่อมา ได้แก่ ชายหาดโอโคชิกิ (Okoshiki Beach) ในจังหวัดคุมาโมโตะ หาดทรายที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาในช่วงน้ำลงเป็นภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะเมื่อมีแสงแดดอ่อนๆ เป็นฉากหลัง เป็นทัศนียภาพที่ธรรมชาติก่อร่างสร้างขึ้นมาให้ชวนโหยหาอดีตอันน่าคิดถึง

 

 

ที่อยู่ : Kumamoto, Uto-shi, Toguchimachi
เบอร์โทรศัพท์ : 096-422-1111

แลมเพดูซ่าแห่งญี่ปุ่น “เกาะคาชิวะ” จ.โคจิ

เกาะคาชิวะ (Kashiwa Island) ในจังหวัดโคจิ คือสถานที่ถัดมาที่อยากแนะนำ เป็นเกาะเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยทะเลสีฟ้าใส ภาพของเรือที่ลอยอยู่รอบๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้ถูกเปรียบเป็นเหมือนกับเกาะแลมเพดูซ่าของอิตาลี ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวแถบชิโกกุสักครั้ง อยากให้ทุกคนได้ลองไปกันดูนะ!

 

ที่อยู่ : Kochi, Hata, Otsuki, Kashiwajima
เบอร์โทรศัพท์ : 088-073-1115

สะพานทอดยาวเหนือทะเล “สะพานโคอุริ” จ.โอกินาวะ

ต่อไปคือ สะพานโคอุริ (Kouri Bridge) แห่งเกาะโอกินาวะ ไม่มีอะไรจะงดงามไปกว่าความตัดกันของสะพานยาว 1,960 เมตรกับทะเลสีครามกว้างสุดลูกหูลูกตา สะพานแห่งนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับการขับรถท่องเที่ยวในเกาะโอกินาวะเลยทีเดียว

 

ที่อยู่ : Okinawa, Nago-shi, Sumuide, Kouri Bridge
เบอร์โทรศัพท์ : 098-053-1255

เงาสะท้อนที่พลาดไม่ได้ของ “สถานีโตเกียว”

สถานที่สุดท้ายที่พลาดไม่ได้เด็ดขาดคือ สถานีโตเกียว (Tokyo Station) โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก พื้นบนลานกว้างหน้าสถานีจะสะท้อนภาพอันงดงามของสถานีโตเกียว ลองไปที่สถานีโตเกียวในวันที่ฝนตกดูสิ คุณจะได้พบกับทัศนียภาพที่น่าประทับใจมิรู้ลืม

 

ที่อยู่ : Tokyo, Shiyoda, Marunouchi, 1 Chome

เป็นอย่างไรกันบ้างกับสถานที่ต่างๆ ที่เรานำมาให้ชมกัน ในประเทศญี่ปุ่นยังคงมีทัศนียภาพอันงดงามมากมายที่รอให้เราไปค้นพบอยู่ ลองไปท่องเที่ยวและค้นหามันด้วยตนเองดูสักครั้งสิ มันต้องเป็นการเดินทางที่คุณไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน!    สล็อตเว็บตรง

สัมผัส 3 สุดยอดวิวฤดูใบไม้ร่วงแห่งโทไก

ที่ภูมิภาคโทไกมีแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่น่าไปในดูใบไม้ร่วงอยู่เพียบ และในครั้งนี้เราจึงขอแนะนำจุดที่น่าไปสัมผัสทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงกันสักสามจุด

ใบไม้เปลี่ยนสีอันดับ 1 ของภูมิภาคโทไก!

ที่หุบเขาโครันเค เมืองโทโยตะ จังหวัดไอจิ เป็นที่ขึ้นชื่อในฐานะจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดฮิตของภูมิภาคโทไค ว่ากันว่าเจ้าอาวาสรุ่นที่ 11 ของวัดโคจาคุปลูกต้นไม้เหล่านี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อ 380 ปีก่อนแล้ว ภูเขาอีโมริเปลี่ยนเป็นสีแดงและเหลือง แม่น้ำโทโมเอะที่ไหลผ่านตีนเขาก็มีเงาสะท้อนของใบไม้สีสันสดใสให้เห็นกันอย่างชัดเจน มีจุดที่วิวสวยอยู่มากมาย เช่น ดงต้นเมเปิลที่มองเห็นจากสะพานข้ามแม่น้ำทั้งสามแห่ง

ต้นเมเปิลเปลี่ยนเป็นสีออกส้มๆ มาดูภาพสะท้อนจากผิวน้ำในตอนกลางวันก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

ภูเขาอีโมริมีต้นเมเปิลที่ใบเปลี่ยนสีอยู่กว่า 4,000 ต้น งดงามจนแทบจะลืมหายใจกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานที่และช่วงเวลาด้วย ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อที่จะมาหลายรอบ

มรดกโลกที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

มีสิ่งก่อสร้างหลังคาทรงคายะบุกิขนาดใหญ่ มองดูคล้ายกับท่าพนมมือ เรียงรายอยู่เป็นหมู่บ้าน เป็นที่รู้จักกันในชื่อ [หมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งชิราคาวะโก] หรือหมู่บ้านชิราคาวะจังหวัดกิฟุ ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1995 มีชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วโลกในฐานะทิวทัศน์สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ อันน่าตื่นตาตื่นใจ

ฤดูใบไม้ร่วงมีดอกคอสมอสบานสะพรั่ง ภูเขารอบ ๆ ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงและเหลือง

หลายปีที่ผ่านมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเพราะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนกลายเป็นจุดยอดฮิตของญี่ปุ่น ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศมาเยี่ยมเยือนกันเป็นจำนวนมาก ฤดูร้อนใบไม้จะเป็นสีเขียวสด ฤดูใบไม้ร่วงจะเป็นสีแดง และฤดูหนาวที่หมู่บ้านจะมีการประดับไฟ จึงทำให้ได้ทิวทัศน์ที่แตกต่างกันไปตลอดทั้งปี

สะพานแขวนแห่งแดนลี้ลับเหนือทะเลสาบเขื่อน

[ซึมะทาเคียว] แหล่งน้ำพุร้อนลับในย่านคาวะเนะฮง จังหวัดชิสึโอกะ เป็นออนเซ็นตามธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เมื่อเดินจากย่านออนเซ็น โดยใช้ Sumatakyo promenade course รอบละ 90 นาที ไปได้ประมาณ 20 นาที จะมองเห็น สะพานแขวนแห่งความฝัน (ย่านคาวะเนะฮง จังหวัดชิสึโอกะ) ที่พาดผ่านทะเลสาบทินดอร์สีน้ำเงินสดใสอันงดงาม

 

สะพานวิวสุดสวยพาดผ่านทะเลสาบเขื่อน

ฉากหลังจะเห็นต้นไม้สีเขียวสดของอุทยานแห่งชาติมินามิแอลป์แผ่กว้างอยู่ทั่ว ทิวทัศน์ราวกับหลงเข้ามายังโลกต่างมิติ งดงามเสียจนทั่วโลกต้องอิจฉา สะพานสูง 8 เมตร ยาว 90 เมตร ข้ามพร้อมกันได้แค่ 10 คน เรื่องความตื่นเต้นนี่ให้คะแนนเต็มได้เลย! นอกจากนี้ยังร่ำลือกันด้วยว่า ถ้าหนุ่มสาวไปขอพรเรื่องความรักที่ตรงกลางสะพาน ก็จะสมหวัง

จัดว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตในภูมิภาคโทไก มีธรรมชาติอันงดงามและน่าตื่นตาตื่นใจ ได้สัมผัสกับทิวทัศน์แบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ในฤดูใบไม้ร่วง ถ้ามีโอกาสต้องไปให้ได้แล้ว    สล็อตเว็บตรง